Home / ข่าวทั่วไทย / เด็ก 17 ดวงกุด ซิ่งชนโจ๋ตีกัน ถูกลูกหลงแทงทะลุปอด เผยนาทีเพื่อนหอบซ้อนรถส่ง รพ.

เด็ก 17 ดวงกุด ซิ่งชนโจ๋ตีกัน ถูกลูกหลงแทงทะลุปอด เผยนาทีเพื่อนหอบซ้อนรถส่ง รพ.


เมื่อช่วงเวลาประมาณ 14.00-16.00 น. ของวันที่ 10 ส.ค.63 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุกลุ่มช่างกลทะเลาะวิวาทกันบริเวณหน้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สถานีไฟฟ้าแรงสูง บางกอกน้อย กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับนายอดิศักดิ์ สร้อยสุวรรณ อายุ 17 ปี เด็กนักเรียนโรงเรียนเทคนิคแห่งหนึ่ง ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมา และถูกกลุ่มช่างกลที่กำลังทะเลาะวิวาทกันดักทำร้าย ถูกมีดปลายแหลมมีคม 2 ด้าน ขนาด 25 เซนติเมตร แทงเข้าที่ชายโครงด้านซ้ายถูกปอดและหัวใจ เสียชีวิต

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.หลักสอง ตรวจสอบกลุ่มช่างกลแล้ว มีประมาณ 7-8 คน เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ละคนมีอาวุธครบมือ เช่น มีดสั้น 25 เซนติเมตร, มีดยาว 1 เมตรกว่า ปืนปากกา โดยสามารถจับตัวได้แล้ว 1 คน เป็นเยาวชนอายุ 17 ปี เบื้องต้นแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา และส่งตัวไปสถานพินิจฯ แล้ว แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถจับตัวคนแทงได้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำพยานซึ่งเป็นเยาวชนไป 20 ปาก และเบาะแสผู้ต้องหารายอื่น ๆ อีก 4 คนแล้ว โดยจะเร่งดำเนินการตามกฎหมายต่อไป




ล่าสุดพื้นที่ ที่เกิดเหตุ ยังคงพบกองคราบเลือดขนาดใหญ่ของนายอดิศักดิ์ ปรากฏชัดเจน โดยถนนฝั่งเกิดเหตุเป็นกำแพงยาวของการไฟฟ้า ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นตลาดและบริษัท ทำให้ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ ถนนฝั่งละ 2 เลน มีเกาะกลางถนน

โดยทางทีมข่าวได้คลิปวิดีโอมาจากพลเมืองดีที่ขับรถสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว คลิปที่ 1 ความยาว 20 วินาที เผยให้เห็นกลุ่มเด็กช่างกำลังทะเลาะวิวาทกัน ก่อนที่ผู้ตายจะขับรถผ่านมา และคลิปที่ 2 ความยาว 8 วินาที เผยให้เห็นผู้ตายนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น

ส่วนคลิปที่ 3 ความยาว 16 วินาที เผยให้เห็นกลุ่มเพื่อนของผู้ตายกำลังอุ้มผู้ตายขึ้นรถจักรยานยนต์เพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล และคลิปที่ 4 ความยาว 10 วินาที เผยให้เห็นเพื่อนของผู้ตายกำลังขี่จักรยานยนต์ อุ้มผู้ตายไปส่งผู้ตายที่โรงพยาบาล

ทีมข่าวได้พูดคุยกับนายบาส (นามสมมติ) อายุ 18 ปี หนึ่งในกลุ่มที่ทะเลาะวิวาทกันก่อนที่ผู้ตายจะเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุและถูกแทงเสียชีวิต เล่าว่า ในวันที่ 10 ส.ค.63 เวลาประมาณ 15.30 น. ตนกับเพื่อนอีก 2 คน ได้ขี่รถจักรยานยนต์กันไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อรอเพื่อนอีก 2 คนมาหา ขณะนั้นได้มีกลุ่มคนจำนวน 7-8 คนใส่เสื้อคลุม สวมหมวกกันน็อกเต็มใบ ขี่รถจักรยานยนต์ 3 คัน มาจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม หันมามองพวกตนหลายครั้ง

จากนั้นในเวลาประมาณ 15.40 น. เพื่อนอีก 2 คนของตนมาถึง กลุ่มคน 7-8 คนนั้นก็ได้ยูข่รถเทิร์นมาจอดที่จุดเลยพวกตนไปเล็กน้อย แล้วเดินย้อนกลับมาหาเรื่องพวกตน พร้อมถือมีดสั้น มีดยาว ครบมือ พูดว่า “จะเล่นหรือเปล่า” ซึ่งบังเอิญว่าเพื่อน 2 คนที่ตามมาหาตนนั้นพกมีดยาวป้องกันตัวมาด้วย ทั้งหมดจึงได้เข้าปะทะกัน โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที ฝั่งตรงข้ามก็ได้ใช้ปืนปากกายิงเข้ามา 1 นัด แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นว่าไม่น่าจะมีใครสู้ใครได้ ต่างฝ่ายจึงได้ถอยกลับไปที่รถของตัวเอง โดยอีกฝ่ายก็ได้ขับรถหายไป




ขณะเดียวกัน ผู้ตายและเพื่อนอีก 3 คน ได้ขี่รถจักรยานยนต์กันมา 2 คัน ขี่เลยกลุ่มของตนไป แต่ถูกกลุ่มที่วิวาทกับกลุ่มตนก่อนหน้านี้ กระโดดออกมาดักไม่ให้ขับรถไปต่อ ทำให้เกิดปากเสียงและทะเลาะวิวาทกันขึ้น จนผู้ตายถูกมีดแทงเข้าที่ชายโครงซ้าย เพื่อนของผู้ตายอีก 3 คน จึงบอกให้ผู้ตายหนี โดยผู้ตายก็ได้วิ่งเข้ามาหากลุ่มตนเพื่อขอความช่วยเหลือ ทั้ง ๆ ที่มีดยังปักคาตัวอยู่ แต่วิ่งมายังไม่ทันถึง ผู้ตายก็ล้มลงต่อหน้าต่อตา ส่วนกลุ่มคู่กรณี 7-8 คน ก็ได้ขี่รถจักรยานยนต์หนีไป โดยทิ้งรถจักรยานยนต์คันสีฟ้าไว้ จำนวน 1 คัน พร้อมหมวกกันน็อกไว้

นายบาส (นามสมมติ) กล่าวต่อว่า ขณะนั้นตนรู้สึกตกใจมาก ผู้ตายนอนตาเหลือกไม่ได้สติ ตนเห็นทีท่าว่าผู้ตายมีอาการไม่ดี จึงให้เพื่อนของตนอุ้มผู้ตายขึ้นรถจักรยานยนต์ แล้วพาผู้ตายไปส่งโรงพยาบาล แต่ผู้ตายก็เสียชีวิตก่อนไปถึงโรงพยาบาล คาดว่าน่าจะเสียชีวิตตั้งแต่ในที่เกิดเหตุแล้ว ซึ่งแพทย์ระบุว่า มีดถูกแทงเข้าไปลึกทะลุปอดแล้วถูกหัวใจ

ทั้งนี้ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนไม่ได้อยากมีเรื่อง ตนไม่ได้เป็นฝ่ายก่อเหตุ เพียงแต่ป้องกันตัวเท่านั้น แต่ผู้ตายกลับต้องมารับเคราะห์เสียชีวิต ตนคาดว่ากลุ่มที่เข้ามาหาเรื่อง น่าจะเป็นนักเรียนเทคนิคต่างสถาบัน และเห็นว่าผู้ตายเรียนสถาบันเดียวกันกับตน จึงได้ดักทำร้ายจนถึงชีวิต

อย่างไรก็ตาม กลุ่มตนได้เดินทางไปงานศพของผู้ตายแล้ว และได้พูดคุยขอโทษกับผู้ปกครองของผู้ตายแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความคึกคะนองของคนไม่กี่คน ที่คิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองเจ๋ง คนเราไม่มีใครอยากมีเรื่อง ไม่มีใครอยากเสียชิวิต ใครที่คิดจะก่อเหตุแบบนี้ ตนอยากจะให้คิดถึงผลที่ตามมาด้วย สุดท้ายจึงอยากให้ตำรวจเร่งดำเนินการจับตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุมาลงโทษให้เร็วที่สุด




ขณะเดียวกัน ทีมข่าวได้เดินทางมายังวัดท่าพระ ย่านจรัญสนิทวงศ์ สถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลร่างของ นายอดิศักดิ์ สร้อยสุวรรณ โดยบรรยายเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทีมข่าวได้พูดคุยกับน.ส.นวลจันทร์ เสริฐศรี อายุ 50 ปี แม่ของผู้ตาย บอกว่า ตนรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครได้เตรียมใจไว้

ทั้งนี้ตนได้คุยกับลูกชายครั้งสุดท้าย เมื่อเวลา 02.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุ ตนได้โอนเงินให้ลูกชาย 200 บาท เป็นค่าขนมไว้ใช้จ่ายตอนไปเรียน ตนไม่มีลางบอกเหตุมาก่อน ไม่ได้ร่ำลาอะไรลูกชายสักคำ

น.ส.นวลจันทร์ บอกว่า ลูกชายเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง แต่ชอบวิชาช่างไฟ จึงมีความต้องการที่จะเรียนสายวิชาชีพให้จบ เพื่อทำงานหาเงิน ซึ่งลูกชายมักพูดกับตนเสมอว่า จะรีบเรียนให้จบ แล้วจะหาเงินเลี้ยงแม่




โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ลูกชายของตนเป็นคนขยัน เมื่อเลิกเรียนก็จะรีบไปทำงานพิเศษ เช่น ส่งเอกสาร ส่งพัสดุ เพื่อหาเงินจ่ายค่าเทอม เทอมละประมาณ 7,000-7,500 และหาเงินให้ครอบครัวเดือนละประมาณ 3,000 บาท และตนไม่รู้ว่าจิตใจคนแทงทำด้วยอะไร ทำไมถึงทำกับลูกชายตนได้ขนาดนี้ แค่เรียนต่างสถาบันกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน

อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกจุกอยู่ที่อกที่ต้องสูญเสียลูกชายในช่วงวันแม่ โดยทุกปีลูกชายจะซื้อดอกไม้มาให้ตน แต่ต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว ตนอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งจับคนแทงและกลุ่มคนก่อเหตุให้ได้ และอยากให้มาขอขมาลูกชาย ไม่อยากให้จับแพะ

ทีมข่าวได้พูดคุยกับนางสาวออย (นามสมมติ) อายุ 18 ปี แฟนสาวของผู้ตาย บอกว่า ตนได้พูดคุยโทรศัพท์กับผู้ตายครั้งสุดท้ายเมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. ของเช้าวันที่ 10 ส.ค.63 ก่อนที่จะเกิดเหตุ โดยตนทะเลาะกับผู้ตายเกี่ยวกับงานพิเศษของผู้ตาย ผู้ตายหงุดหงิดที่หางานพิเศษเพิ่มไม่ได้

ทั้งนี้ผู้ตายเป็นคนเรียนไม่เก่ง แต่เป็นคนขยันทำงาน ซึ่งตนเคยบอกผู้ตายว่าให้ขอเงินพ่อแม่ใช้บ้างก็ได้ แต่ผู้ตายบอกว่าไม่อยากขอ ถึงแม้พ่อแม่จะไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินก็ตาม โดยผู้ตายได้วางแผนชีวิตไว้ว่า จะเรียนให้จบ ปวช. เพื่อจะได้รีบทำงาน


Facebook Comments

Check Also

ครู วางยาเด็กอนุบาลเสียชีวิต อ้างแก้แค้นเพื่อนครูด้วยกัน

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2019 เกิดเหตุช็อกทั้งชาวจีนและชาวโลก เมื่อมีสื่อรายงานว่า หวังหยุน (Wang Yun) ครูอนุบาลที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองเจียวจั้ว (Jiaozuo) มณฑลเหอหนาน วางยาเด็กอนุบาล จนหนึ่งในนั้นถึงแก่ความตาย เด็กนักเรียน …